จน เครียด แหกตาตื่น!
จน เครียด โหนรถโดยสาร!
จน เครียด ตอกบัตร!
จน เครียด รอพักเที่ยง!
จน เครียด รอพักเที่ยง!
จน เครียด เก็บของกลับบ้าน!
จน เครียด ประชุมด่วน!
จน เครียด กินเหล้า!
จน เครียด เข้าบ้าน !
จน เครียด แหกตาตื่น!
จน เครียด โหนรถโดยสาร!
จน เครียด ตอกบัตร!
จน เครียด รอพักเที่ยง!
จน เครียด รอพักเที่ยง!
จน เครียด เก็บของกลับบ้าน!
จน เครียด ประชุมด่วน!
จน เครียด กินเหล้า!
จน เครียด เข้าบ้าน !
เที่ยงวานหลังจากเพิ่งรับสายใครบางคนที่โทรเข้ามา
เพื่อถามไถ่ความเป็นไป
ก็มีสายแทรกเข้ามา เสียงแจ๋วๆ จากปลายสายนั่น
นั่นทำให้ผมแทบจะสำลักข้าวหมูกรอบ
เพราะปลายสายบอกมาว่า
จะมาเยี่ยมผม ซึ่งขณะนี้ต้องมาระเห็จอยู่แถว silent hill
ผมยังสงสัยว่าไปรู้มาได้ยังไงว่า
เพราะผมแทบไม่ได้บอกใครเลยด้วยซ้ำ
ว่าผมมาอยู่ที่พิกัดตรงนี้ แถมรู้อีกว่าผมมาทำอะไรที่นี่
และเราก็นัดหมายการมาเยือนในเวลาหนึ่งทุ่ม
6 โมงเย็นเม็ดฝานสาดลงมาหาบใหญ่ๆ
มองไปจากพื้นที่ตรงที่ผมอยู่
ยังมองแทบไม่เห็นอะไรที่อยู่ตรงหน้าซะด้วยซ้ำ
ผมพลางนึกไปว่า คงจะไม่ได้เจอหน้าผู้มาเยือนทั้งสองคนแล้วล่ะมั้ง
หลังจากหลับไปหนึ่งอึดใจ
เวลา สองทุ่มกว่า ผมต้องตื่นมาคว้าโทรศัพท์อีกครั้ง
เพราะสองผู้มาเยือนมาอยู่ที่ทางเข้า silent hill เป็นที่เรียบร้อย
ภาพของผู้มาเยือน
ผู้หญิงสองคนยืนละล้าละลัง กับเม็ดฝนทีโปรายปรายไล่หลัง
ที่หน้าประตูอันวังเวง เงียบสงัด และมีแสงไฟเพียงรางๆ
ราวกับว่าไม่มีใครอยู่ในพื้นที่แห่งนี้
ทำเอาผมทึ่ง และอึ้งในในความพยายามของผู้มาเยือนซะจริง
ขอบคุณ น้อง วีวี่ กับ มินนี่ครับ ที่หอบน้ำใจและความพยายาม มาถึงที่ silent hill นี่ ของฝากของเยี่ยม...ไม่จำเป็นอะไร ถ้าเทียบกับน้ำใจที่ได้เห็น
ขอบใจไอ้ดุ๊ก ที่ยังอุตส่าห์จะพยายามมาเป็นสารถีทั้งที่งานรัดพุง (หุ่นอย่างแกขับ tida เหอะ)
ผมชอบคำพูดหนึ่ง ของคุณโน้ต เชิญยิ้ม ที่ให้สัมภาษณ์ในหนังสือว่า
"อย่าไปจำว่าเราเคยทำอะไรให้ใคร แต่ให้จำว่าใครทำอะไรให้เราบ้าง"
ขอบคุณครับ...
จน เครียด แหกตาตื่น!
จน เครียด โหนรถโดยสาร!
จน เครียด ตอกบัตร!
จน เครียด รอพักเที่ยง!
จน เครียด รอพักเที่ยง!
จน เครียด เก็บของกลับบ้าน!
จน เครียด ประชุมด่วน!
จน เครียด กินเหล้า!
จน เครียด เข้าบ้าน !
เที่ยงวานหลังจากเพิ่งรับสายใครบางคนที่โทรเข้ามา
เพื่อถามไถ่ความเป็นไป
ก็มีสายแทรกเข้ามา เสียงแจ๋วๆ จากปลายสายนั่น
นั่นทำให้ผมแทบจะสำลักข้าวหมูกรอบ
เพราะปลายสายบอกมาว่า
จะมาเยี่ยมผม ซึ่งขณะนี้ต้องมาระเห็จอยู่แถว silent hill
ผมยังสงสัยว่าไปรู้มาได้ยังไงว่า
เพราะผมแทบไม่ได้บอกใครเลยด้วยซ้ำ
ว่าผมมาอยู่ที่พิกัดตรงนี้ แถมรู้อีกว่าผมมาทำอะไรที่นี่
และเราก็นัดหมายการมาเยือนในเวลาหนึ่งทุ่ม
6 โมงเย็นเม็ดฝานสาดลงมาหาบใหญ่ๆ
มองไปจากพื้นที่ตรงที่ผมอยู่
ยังมองแทบไม่เห็นอะไรที่อยู่ตรงหน้าซะด้วยซ้ำ
ผมพลางนึกไปว่า คงจะไม่ได้เจอหน้าผู้มาเยือนทั้งสองคนแล้วล่ะมั้ง
หลังจากหลับไปหนึ่งอึดใจ
เวลา สองทุ่มกว่า ผมต้องตื่นมาคว้าโทรศัพท์อีกครั้ง
เพราะสองผู้มาเยือนมาอยู่ที่ทางเข้า silent hill เป็นที่เรียบร้อย
ภาพของผู้มาเยือน
ผู้หญิงสองคนยืนละล้าละลัง กับเม็ดฝนทีโปรายปรายไล่หลัง
ที่หน้าประตูอันวังเวง เงียบสงัด และมีแสงไฟเพียงรางๆ
ราวกับว่าไม่มีใครอยู่ในพื้นที่แห่งนี้
ทำเอาผมทึ่ง และอึ้งในในความพยายามของผู้มาเยือนซะจริง
ขอบคุณ น้อง วีวี่ กับ มินนี่ครับ ที่หอบน้ำใจและความพยายาม มาถึงที่ silent hill นี่ ของฝากของเยี่ยม...ไม่จำเป็นอะไร ถ้าเทียบกับน้ำใจที่ได้เห็น
ขอบใจไอ้ดุ๊ก ที่ยังอุตส่าห์จะพยายามมาเป็นสารถีทั้งที่งานรัดพุง (หุ่นอย่างแกขับ tida เหอะ)
ผมชอบคำพูดหนึ่ง ของคุณโน้ต เชิญยิ้ม ที่ให้สัมภาษณ์ในหนังสือว่า
"อย่าไปจำว่าเราเคยทำอะไรให้ใคร แต่ให้จำว่าใครทำอะไรให้เราบ้าง"
ขอบคุณครับ...
ช่วงนี้ผมกลับมานั่งเล่น bit บ่อยๆ
ซึ่งก็เหมือนคนทั่วๆไป
ที่ต้องมานั่งดูค่า ratio เสมอๆ
ว่าอัตรา upload / download ของเราอยู่ที่เท่าไหร่
มันสมดุลพอหรือเปล่า
ผมก็เลยเอาตรรกกะนี้มาลองใช้กับชีวิตจริงๆดู
คือส่วนตัวผมไม่เชื่อนะ
ว่าคนเราจะให้ความสำคัญกับคนทุกคนเท่าๆกัน
ในความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่นมันก็ต้องมีที่แบบ
รู้จักไว้พอขำๆ
รู้จักไว้พอกลางๆ ต้องทำงานด้วยกัน เจอกันทุกวัน
รู้จักกันไว้ขั้นสนิทสนม กลมเกลี้ยว
รู้จักกันไว้ขนาดที่ คือ มีส่วนได้ ส่วนเสีย กับชีวิตเรา...พูดง่ายๆ
เคยมีคนบอกว่า
เวลาคนเราทำอะไรดีๆ ในบทของการเป็นผู้ให้
ไม่ต้องไปหวังสิ่งตอบแทนหรอก
ผมว่ามันก็ถูกนะ...แต่ครึ่งเดียวหรือเปล่า
คือหลังๆมานี่ผมมองว่า
บางทีการให้น้ำหนักความสำคัญไปกับใครซักคนเนี่ย
เรามักจะใช้ตรรกกะที่ว่านั่นล่ะนำหน้า
แล้วบอกตัวเองว่ามันดี
แต่ถ้าถามจริงๆเถอะ
เคยถามคนที่ได้รั้บมั้ย...ว่าเค้ายินดีที่จะรับหรือเปล่า
การดันทุรังให้ความสำคัญแบบเซ้าซี้
ผมว่า...ผลดีมันน้อยกว่าผลลัพท์ในทางด้อยนะ
ถึงเค้ายินดีที่จะรับ
ก็ต้องถามตัวเองกลับ
ว่าเค้าเคยยินดีที่จะเทน้ำหนักความสำคัญ
ให้เท่าในระดับที่ไล่เลี่ยกันกลับมาหรือเปล่า
ผมว่า...อันนี้ก็ต้องชั่งใจในระดับ
การให้ไปกับการตอบกลับนะ
คิดแบบตัวอย่างง่ายๆ...
ถ้าวันนึงคุณเคยถามคนที่คุณให้ความสำคัญ
เกี่ยวกับเรื่องราวบางอย่างที่ต้องอัพเดทกันนิดนึง
เช่นอาการป่วย อวยพรเรื่องโอกาสสำคัญๆ
แล้วในเหตุการณ์แบบเดียวกันในตัวคุณ
เค้าเคยถามคุณกลับหรือเปล่า
ถ้าคนที่คุณเคยถาม...
เค้าถามกลับมาโดยที่คุณไม่ได้กระทุ้ง
เค้าถามกลับมาเพราะเค้าจำได้
เค้าถามกลับมาเพราะเค้าสังเกตุ
ก็รักษาระดับความสำคัญต่อไปเถอะครับ
แต่ถ้าถามบ้าง บางครั้ง...แบบนั้นก็ยังพอไหว
แต่ถ้าไม่เคยถามคุณเล้ย...แบบนี้หาคำตอบให้ตัวเองดีกว่าว่าจะเอายังไง
มันมีเคสคลาสสิคอีกข้อนึง
ถ้าคุณเป็นคนที่เคยช่วยคนอื่นสารพัด
แน่นอนล่ะ...
มันมีเรื่องที่คุณช่วยด้วยความเต็มใจ
และมีเรื่องที่คุณช่วยแล้วอึดอัดใจ
หนักสุดไปถึงเรื่องที่ช่วยแล้ว...ปวดใจ เจ็บใจ
ถ้าการช่วยใครแล้วมันทำให้คุณสบายใจก็ทำไป
ได้ผลยังไงในวันนหน้าช่างมันคิดแบบนั้น..ได้มันก็ดี
เพราะการเอาผลลัพท์มาคิดตั้งแต่ต้น
มันก็ควรใช้กับทุกเรื่อง
แต่ถ้าวันนึง คนสำคัญที่คุณเคยช่วย
ดั๊นมาถามมาขอให้คุณช่วย
ในเรื่องที่คุณลำบากใจ ปวดใจ เจ็บใจ
ถ้าคุณไม่ช่วย...อีกฝ่ายก็มองว่า
โห...อุตส่าห์มาหา เห็นว่าสามารถนะ
แต่ถ้าคุณช่วย...ไอ้ความลำบากปัญหาของอีกฝ่าย
มันจะกลายมาเป็นภาระหนักใจของคุณในทันที
ครั้งแรก...ผมว่านะ ก็ช่วยไปเถอะ
แต่บอกนัยยะไปนิดนึงแล้วกันว่า
เราลำบากใจที่จะทำให้แต่ก็ทำไปเถอะ
แต่ถ้ายังมีครั้งถัดมา
ทั้งที่เราบอเป้นนัยๆ ว่าเรารู้สึกไม่ไหวนะ
ผมว่าเตรียมลดระดับความสำคัญลงไปได้เลย
เพราะคนที่มาถามน่ะเค้าคิดแบบคนสายตาสั้นไปหน่อย
ตัวเอง > ปัญหา > ตัวช่วย > ผลลัพท์
มองอยู่เท่านี้จริงๆ
แต่คนเราเนี่ย มันเป็นตัวช่วยที่มีความรู้สึกนึกคิดไงครับ
ถ้าช่วยไปในปัญหาที่พอแก้ไปแล้ว อีกฝ่ายสบายใจ
แต่เราเองอึดอัดใจ เจ็บใจ
ผมว่าคนถามน่ะเห็นแก่ตัวชนิดที่ไม่เคยรู้ตัวเองมาก่อน
เพราะคนเราจะคุยกันได้ต่อไปในระยะยาว
มันควรอยู่กันด้วยการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข...มิใช่รึ
ว่างๆก็ลองนั่งไล่ระดับ ratio ความสัมพันธ์
ของคุณกับคนรอบข้างดูละกันครับ
บางทีคุณอาจจะเจอคนดีๆ ที่คุณไม่เคยนึกถึงเค้า
และบางทีคุณก็อาจจะเจอ
คนที่คุณให้ความสำคัญมากๆ
แต่คุณเองก็ลำบากใจกับเค้าโดยที่ไม่ทันรู้ตัวก็เป็นได้